นักลงทุนสัมพันธ์

Driven by Passion

Outstanding Investor Relations Awards 2017 & 2020

ชื่อย่อหุ้น RS
ราคาล่าสุด 15.60 THB
เปลี่ยนแปลง -
% เปลี่ยนแปลง -%
ปริมาณซื้อขาย 5,060,976
ช่วงราคาระหว่างวัน 15.50 - 15.80
ช่วงราคาใน 52 สัปดาห์ 14.90 - 26.00
ปรับปรุงเมื่อ 27 พ.ค. 2565 16:37

ธุรกิจบริษัท

นโยบายและภาพรวมการประกอบธุรกิจ

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) (“อาร์เอส” หรือ “บริษัทฯ”) ได้ดำเนินการก่อตั้งในปี พ.ศ. 2519 โดยเริ่มต้นจากการทำธุรกิจเพลงครบวงจร ต่อมาบริษัทฯ ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน และได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2546 ด้วยทุนจดทะเบียน 560 ล้านบาท และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)” โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนที่ออกและเรียกชำระแล้ว จำนวน 972,496,946 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจเพลง ไปสู่ธุรกิจสื่อวิทยุ และสื่อโทรทัศน์ รวมถึงผลิตกิจกรรม โดยในปี 2557 บริษัทฯ ได้เริ่มพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม โฆษณาผ่านสื่อช่องทางโทรทัศน์ “ช่อง 8” ในระบบดิจิทัล และวิทยุของบริษัทฯ รวมทั้งเปิดตัวสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ พัฒนาระบบเทเลเซลล์ซึ่งใช้รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า นำเสนอสินค้า ปิดการขาย และพัฒนาระบบหลังการขายให้มีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ยังคงพัฒนาและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องบนธุรกิจพาณิชย์ของบริษัทฯ และได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งสินค้าสุขภาพและความงาม เครื่องใช้ส่วนตัวและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรืออุปกรณ์ต่างๆ และจากไลฟ์สไตล์พฤติกรรมการ ช้อปปิ้งของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางออนไลน์ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่าช่องทางอื่นๆนั้น บริษัทฯ จึงได้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นในปี 2564 ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชัน RS Mall และเปิด Virtual Mall ที่ร่วมพันธมิตรกับ AIS 5G เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้งให้กับลูกค้าในรูปแบบห้างเสมือนจริง อีกทั้งได้พัฒนาสินค้าประเภทสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อาทิ Mass market ผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ทั่วทั้งองค์กร รวมถึงพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและคอลเซ็นเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ รองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นรวมกว่า 1.7 ล้านราย

เป้าหมายหลัก (Core Purpose)

“สร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มชีวิตผู้คนด้วยความบันเทิง สินค้าและบริการ ที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า”

คติประจำองค์กร (Motto)

“Passion to Win”

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจใน 5 ปีข้างหน้า (5-Year Business Direction)

อาร์เอส เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจร่วมกับ “โอกาส” ไม่หยุดนิ่งและพร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างสรรค์โอกาสทางธุรกิจ โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นความเป็นผู้นำ และลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนในธุรกิจพาณิชย์ ผ่าน Entertainmerce Model (เอ็นเตอร์เทนเมิร์ซ โมเดล) โดยขยายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ให้มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของรายได้รวมของบริษัทฯ

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนองค์กร จากการเป็นผู้นำในธุรกิจสื่อ มาเป็น ธุรกิจพาณิชย์ ที่มีคอนเทนต์ ความบันเทิง และช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าทั้งของตนเองและพันธมิตร รวมถึงมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และระบบเทเลเซลล์ที่แข็งแกร่ง และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต่อยอดในการสร้างธุรกิจดิจิทัลบนฐานของธุรกิจเดิมทั้งคอมเมิร์ซและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ (รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแสดงในหัวข้อพัฒนาการที่สำคัญในปี 2562-2564)

ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

ปัจจุบัน อาร์เอส ดำเนินธุรกิจหลักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจพาณิชย์ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจเพลงและอื่นๆ โดยธุรกิจพาณิชย์ มีสัดส่วนรายได้สูงสุด ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท อาร์เอส มอลล์ จำกัด และบริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เครื่องใช้ส่วนตัวและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือแก็ดเจ็ตต่างๆ ผ่านสื่อทุกช่องทางของบริษัทฯ ซึ่งประกอบไปด้วย สื่อโทรทัศน์ โดยมี ช่อง 8 เป็นผู้นำในกลุ่มทีวีดิจิทัล ภายใต้บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด สื่อวิทยุผ่านคลื่น COOLfahrenheit (คูลฟาเรนไฮต์) รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการลงทุนผ่านบริษัทย่อยต่างๆ (รายละเอียดการลงทุนผ่านบริษัทย่อยแสดงในหัวข้อโครงสร้างการถือหุ้น)

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจในปัจจุบันของบริษัทฯ ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจพาณิชย์ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจเพลงและอื่นๆ

โครงสร้างรายได้

ประเภทรายได้

2562

2563

2564

จำนวน
(ล้านบาท)

สัดส่วน
(%)

จำนวน
(ล้านบาท)

สัดส่วน
(%)

จำนวน
(ล้านบาท)

สัดส่วน
(%)

ธุรกิจพาณิชย์

2,012.4

56

2,381.8

63

2,263.4

63

ธุรกิจสื่อ

1,069.2

30

1,148.7

30

1,078.7

30

ธุรกิจเพลงและอื่นๆ

529.5

14

244.2

7

230.7

7

รวมรายได้

3,611.1

100

3,774.7

100

3,572.8

100

ธุรกิจพาณิชย์

ลักษณะผลิตภัณฑ์

ธุรกิจพาณิชย์ หรือ คอมเมิร์ซ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด (“ไลฟ์สตาร์”) และ บริษัท อาร์เอส มอลล์ จำกัด (“อาร์เอส มอลล์”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของอาร์เอส โดย“ไลฟ์สตาร์” เป็นผู้วิจัยค้นคว้า ออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยว่าจ้างผู้รับจ้างผลิต Original Equipment Manufacturer หรือ OEM ผลิตสินค้าทั้งด้านสุขภาพและความงาม ซึ่งมุ่งเน้นผลิตสินค้าประเภทนวัตกรรมบนพื้นฐานของ “Innovative Health & Wellness” ใช้วิทยาศาสตร์เป็นหลักพื้นฐานในการวิจัย ค้นคว้าหาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภค เน้นการส่งเสริม และแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จในหนึ่งเดียว เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาตรฐานระดับสากล แบ่งเป็น 4 แบรนด์หลัก และอีก 4 แบรนด์เสริม โดยมีแบรนด์หลักคือ

  1. “well u” (เวลยู) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement) ดูแลสุขภาพและความงาม
  2. แบรนด์ “Vitanature+” (ไวตาเนเจอร์พลัส) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เน้นการสกัดจากสมุนไพร ผนวกกับภูมิปัญญาและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
  3. “CAMU C” (คามู ซี) เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล ดริงค์
  4. “Lifemate” (ไลฟ์เมต) ผลิตภัณฑ์ Health & Wellness สำหรับสัตว์เลี้ยง

สำหรับการผลิตสินค้าแต่ละประเภท ไลฟ์สตาร์ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและผู้ผลิตสินค้ามาตรฐานสากลทั้งในและต่างประเทศผลิตสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ลูกค้า โดยการผลิตสินค้า จะเริ่มมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลของตลาด ร่วมกับการค้นคว้าวิจัยโดยห้องวิจัยและทดลองชั้นนำกับไลฟ์สตาร์ที่ทำงานร่วมกัน รวมถึงการเก็บข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงผ่านระบบเทเลเซลล์ของบริษัทฯ ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงแนวโน้มและความต้องการของสภาพตลาดโดยรวมและความต้องการของผู้บริโภคก่อนที่จะพัฒนาสินค้าแต่ละประเภท โดยทั้งก่อนและระหว่างการจำหน่ายสินค้าแต่ละประเภทจะมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้าโดยนำส่งส่วนประกอบเพื่อการตรวจสอบกับห้องวิจัยอย่างสม่ำเสมอ โดยบริษัทฯ จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางการขายของบริษัทฯ ทั้งแพลตฟอร์มของ “อาร์เอส มอลล์” และ “คูลเอนนี่ติง” รวมถึงจำหน่ายผ่านออนไลน์มาร์เก็ตเพลส และ Modern Trade (ร้านค้าปลีกสมัยใหม่) นอกจากนี้ ในปี 2564 ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายกลุ่มเป้าหมายไปยัง Mass Market ผ่านช่องทางจำหน่ายร้านสะดวกซื้อ เน้นจุดขายด้านสุขภาพ รวมถึงสามารถหาซื้อได้ง่ายทุกวันทุกเวลา ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม เทรนด์ตลาดและความสนใจของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ช่องทางการขายหลักของธุรกิจพาณิชย์ ดำเนินงานภายใต้ อาร์เอส มอลล์ ผ่านช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เป็นแพลตฟอร์มที่จำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อเสริมสุขภาพ และการมีชีวิตที่ดีแบบองค์รวม (Good Health & Wellbeing) ที่ได้รับการรันตีคุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา พร้อมมุ่งมั่นเป็น “Wellbeing Partner” ของทุกคน ให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความสุข และสุขภาพแข็งแรง ด้วยสินค้าด้านสุขภาพ ความงาม แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในบ้าน และอาหารสัตว์ ทั้งจากไลฟ์สตาร์ และสินค้าของพันธมิตรซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าโดยตรง รวมทั้งสิ้นกว่า 600 รายการ โดยสินค้าต่างๆ นั้น ได้ถูกจัดสรรออกเป็น 4 หมวดหมู่ 1) สุขภาพใจ 2) สุขภาพกาย 3) สุขภาพบ้านและสัตว์เลี้ยง และ 4) สุขภาพทางสังคมและการเดินทาง

ในปีที่ผ่านมา อาร์เอส มอลล์ ได้เพิ่มความหลากหลายของการนำเสนอสินค้าที่แตกต่างกันไปสำหรับรายการโทรทัศน์ในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยช่องทางการทำการตลาดหลักมีทั้งผ่านออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบไปด้วย

  1. สื่อออฟไลน์ที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ ได้แก่ ช่อง 8 รวมถึงการขยายไปยังช่องทีวีดิจิทัลซึ่งเป็นพันธมิตรของบริษัทฯ บนทีวีดิจิทัลช่องอื่นๆ รวมถึงช่องอาร์เอส มอลล์ ผ่านทีวีดาวเทียม ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้รวมกันกว่า 5 ล้านคนต่อวัน
  2. สื่อออนไลน์บนแพลตฟอร์มของบริษัทฯ ได้แก่ เว็บไซต์ www.rsmall.com และ LINE SHOP (ไลน์ช้อป) ผ่าน @RS Mall ซึ่งมีผู้ติดตาม (Followers) รวมกันกว่า 793,000 บัญชี รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำอื่นๆ เช่น Shopee และ Lazada ทั้งนี้ในปี 2564 อาร์เอส มอลล์ ได้ขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเปิดช่องทาง RS Mall แอปพลิเคชัน บนสมาร์ทโฟนเพื่ออำนวยความสะดวกให้การสั่งซื้อสินค้าง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น และเปิดตัวร้าน RS Mall บน V-AVENUE BY AIS 5G ที่สร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งเสมือนจริงให้กับลูกค้า
  3. ช่องทางเทเลเซลล์และ/หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้อผ่านโทรศัพท์ และการโทรออกเพื่อนำเสนอสินค้าที่โดนใจผ่านการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลที่ลูกค้าเคยใช้บริการ โดย ณ สิ้นปี 2564 มีฐานข้อมูลของลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.7 ล้านราย โดยได้พัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก และหลากหลายมิติ ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้แม่นยำและตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงพัฒนาทักษะและความสามารถของทีมเทเลเซลล์ที่โทรออก (outbound call center) ให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ตอบโจทย์ของลูกค้า และปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งได้นำเทคโนโลยี Predictive Dialing System หรือ PDS เข้ามาใช้เชื่อมต่อกับระบบ outbound call center ทำให้ได้ผลลัพธ์ในการติดต่อได้สูงสุด โดยลดการสูญเสียที่เกิดจากการโทรแล้วไม่มีผู้รับ โทรแล้วสายไม่ว่าง หรือโทรแล้วเข้าสู่ระบบฝากข้อความ อีกทั้งบริษัทได้พัฒนาระบบ PDS อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการโทรหาลูกค้าครอบคลุมทั้ง 1.7 ล้านรายและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการนำระบบ Voice Analytic มาใช้วิเคราะห์เสียงสนทนาทางโทรศัพท์ การใช้ Artificial Intelligence (AI) เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและแม่นยำขึ้น รวมถึงการเรียนรู้ลูกค้าในเชิงลึกเพื่อสามารถนำมาพัฒนาสินค้าและบริการให้ได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อาร์เอส มอลล์ ยังเล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีความภักดีต่อแบรนด์ ด้วยการเพิ่มระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าหลังการขาย (Customer Relationship Management (CRM)) เพื่อดูแลลูกค้าคนสำคัญระดับวีไอพี สร้างความพึงพอใจ รักษาฐานลูกค้าให้มีความภักดีต่อแบรนด์ อาร์เอส มอลล์ และสร้างการซื้อซ้ำได้กว่า 2 ครั้งต่อปี รวมถึงการพัฒนาทีม Marketing and Campaign ผ่านกิจกรรมการขายและการตลาดตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดจ้างบริษัทภายนอกในการส่งสินค้าแก่ลูกค้า สำหรับลูกค้าในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะได้รับสินค้าภายในวันถัดจากวันที่สั่งซื้อสินค้าและบริการ และลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด จะได้รับสินค้าภายใน 1-5 วัน โดยสามารถเลือกชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินปลายทาง หรือชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม กว่าร้อยละ 99 ลูกค้าเลือกเป็นการชำระเงินสดปลายทาง

การตลาดและการแข่งขัน

ปี 2564 เป็นปีที่ตลาดค้าปลีกของไทยได้ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรง ส่งผลให้มีการยกระดับมาตรการล็อคดาวน์ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดค้าปลีกจะหดตัวลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขนาดตลาดกว่า 3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและประชาชน เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง” เฟส 3 “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ที่ช่วยหนุนตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน (FMCG) รวมถึงของใช้ส่วนตัว การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมค้าปลีกเข้าสู่โหมดการปรับตัว หลังจากที่ผู้บริโภคมีการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ๆ จนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นเรื่องปกติ (New normal) โดยเฉพาะการหันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น ที่สามารถหาข้อมูลข่าวสารและเปรียบเทียบสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้น่าจะยังคงมีอยู่ในระยะยาวภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างต้องเร่งทบทวนและปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจเข้าหาตลาดออนไลน์มากขึ้นและเร็วขึ้น

จากข้อมูลของฝ่ายวิจัยธนาคารเกียรตินาคินมองว่ามูลค่าตลาด e-Commerce ไทยในปี 2564 โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตมากขึ้น อีกทั้ง ยังมี 3 ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ธุรกิจ e-Commerce เติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ 1. การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2. การใช้โทรศัพท์มือถือและเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z และ 3. ระบบบริการชำระเงินออนไลน์ที่แพร่หลาย สะดวกสบายและมีความปลอดภัย โดยคาดว่าปี 2564 จะมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 30 และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าปี 2563 ที่มูลค่าตลาดอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท โดยช่องทางออนไลน์ที่เติบโตสูง ได้แก่ Social Commerce (โซเชียลคอมเมิร์ซ) ซึ่งพบว่าผู้บริโภคชาวไทยช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านช่องทางนี้มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่องทางนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมต่างๆ อาทิ Facebook Page, LINE Shopping, Tiktok และ Instagram รวมถึงการใช้ช่องทางดังกล่าวไว้ติดต่อสื่อสาร คอยแจ้งข่าวสารโปรโมชันให้กับลูกค้า

ในปี 2564 บริษัทฯ ยังได้ขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังออนไลน์แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสอดรับเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ทั้งการเปิดตัว RS Mall แอปพลิเคชัน และห้างเสมือนจริงที่ร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง AIS ส่งผลให้รายได้ช่องทางออนไลน์ในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9 อีกทั้ง ยังมุ่งเน้นทำโปรโมชั่นและการสร้าง engagement กับลูกค้าให้เหมาะสมและเข้าถึงลูกค้าออนไลน์แต่ละช่องทางมากขึ้นด้วย

การจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ

ไลฟ์สตาร์ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในไทยและต่างประเทศเป็นผู้คิดค้นสูตรส่วนผสมที่สำคัญในแต่ละผลิตภัณฑ์ เมื่อได้ส่วนผสมหรือสารสกัดที่สำคัญแล้วจะนำมาผลิตโดยผู้ผลิตชั้นนำระดับประเทศ และผลิตภัณฑ์บางส่วนที่จำหน่ายอยู่บนแพลตฟอร์มอาร์เอส มอลล์ คูลเอนนี่ติง และ Virtual mall เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์มาโฆษณาและจำหน่ายผ่านช่องทางการขายของบริษัทฯ

ธุรกิจสื่อ

ลักษณะผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 2 สื่อหลัก ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ และสื่อวิทยุ

ธุรกิจสื่อโทรทัศน์

สถานีโทรทัศน์ “ช่อง 8” ภายใต้คอนเซปต์ “ใครๆ ก็ดูช่อง 8 กดเลข 27” นำเสนอคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยคอนเซปต์ที่เข้าถึงผู้คนได้หลากหลายเพศและวัย จึงมีฐานผู้ชมที่มากกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ ทั้งนี้ในปี 2564 ได้ยกระดับคอนเทนต์ 3 ประเภทหลัก ทั้งรายการกีฬา ละคร และข่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • คอนเทนต์กีฬา เน้นรายการแข่งขันกีฬามวยที่เข้มข้น และสร้างเรตติ้งอันดับหนึ่ง อาทิ “มวยไทยซุปเปอร์แชมป์” “มวยฮาร์ดคอร์ มวยพันธุ์ดุ” และ ทัวร์นาเมนท์มวยไทยระดับโลกอย่าง “ไทยไฟท์” ยกระดับการแข่งขันมวยไทยขึ้นสู่ระดับสากล
  • คอนเทนต์ประเภทละคร ผลิตละครคุณภาพในหลากหลายแนว อาทิ ดราม่า แฟนตาซี ลี้ลับ และความเชื่ออย่างต่อเนื่อง อาทิ “เรือนร่มงิ้ว” ทำลายสถิติยอดรับชม ไลฟ์ สตรีมมิ่ง ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูปสูงกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของช่อง 8 และยังมีละครอื่นๆ ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่าง “เวราอาฆาต” “เรยา” “สูตรเล่ห์เสน่หา” อีกทั้งยังปรับปรุงละครเก่า เพื่อนำมาออกอากาศใหม่ ด้วยการตัดต่อและเสริมความพิเศษ เพิ่มความน่าสนใจ ส่งผลให้เรตติ้งรวมยังคงอยู่ในระดับสูง
  • คอนเทนต์ข่าว ปรับรูปแบบด้วยคอนเซปต์ “ครบเครื่อง เคียงข้าง ครอบคลุม” ด้วยข้อมูลข่าวที่เร็ว ลึก และกว้างมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์ข่าวตามภูมิภาคครอบคลุมทั่วประเทศ มีทีมข่าวภาคสนามตัวจริงกระจายทุกจุดอยู่ทุกพื้นที่และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมรายงานข่าว สดกระชับฉับไว เสริมทัพทีมข่าวเบื้องหน้าเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้นำคอนเทนต์ดังจากต่างประเทศมาออกอากาศ เพื่อดึงผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ เพื่อขยายฐานไปสู่ผู้ชมที่ชื่นชอบคอนเทนต์เอเชี่ยนซีรีส์ (จีนและอินเดีย) ส่งผลให้ช่อง 8 ยังคงมีเรตติ้งในอันดับผู้นำของสถานีโทรทัศน์ช่องรายการทั่วไป ประเภทความคมชัดปกติ (Variety – SD) จากการสำรวจของ AGB Nielsen Media Research (Thailand) ตลอดปี 2564

ด้วยกลยุทธ์ “เก้าอี้ 4 ขา” เพื่อสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางและไม่พึ่งพิงรายได้เฉพาะการขายโฆษณาเพียงอย่างเดียว ช่อง 8 จึงมีรายได้จาก 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

  1. รายได้โฆษณาจากลูกค้าภายนอก ด้วยการทำงานเชิงรุก มองลูกค้าเป็นพันธมิตรหลัก ช่วยเหลือและต่อยอดไอเดียการโฆษณาให้กับลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายที่มีโจทย์แตกต่างกัน
  2. รายได้โฆษณาจากอาร์เอส มอลล์ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหลักในการนำเสนอสินค้าเพื่อสร้างรายได้สู่ธุรกิจพาณิชย์ของบริษัท
  3. รายได้ลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากคลังเดิมและที่ผลิตใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่รับชมผ่านทางผู้ใช้บริการ OTT (Over the top) ต่างๆ อาทิ AIS PLAY และ WE TV รวมถึงการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ไปยังต่างประเทศ
  4. รายได้การทำอีเว้นท์ ต่อยอดความสนุก สู่ความบันเทิงระดับประเทศ ด้วยการยกทีมดาราช่อง 8 และนักร้องอาร์สยามเดินสายพบปะผู้ชม ซึ่งได้รับการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง อาทิ “แซ่บซิ่งอีสานแตก” “ช่อง 8 เฟสติวัล” “ศึกเชฟสะท้านทุ่ง”

การตลาดและการแข่งขัน

อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่องบประมาณการตลาดของแบรนด์ต่างๆซึ่งเป็นลูกค้า มูลค่าอุตสาหกรรมโฆษณารวมปี 2564 จึงลดลงร้อยละ 1 จากปีก่อน และมีมูลค่าอยู่ที่ 107,151 ล้านบาท

สื่อโฆษณาโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อที่มีสัดส่วนการใช้งบโฆษณาสูงที่สุดที่ร้อยละ 59 ของงบโฆษณาโดยรวม โดยค่าใช้จ่ายโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์มีมูลค่ารวมเท่ากับ 63,177 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ในทางกลับกันสื่อโฆษณาออนไลน์กลับมีการเติบโตและมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 11 จากปีก่อน โดยอุตสาหกรรมโทรทัศน์มีการแข่งขันที่สูงเพื่อแย่งชิดเม็ดเงินที่ทรงตัว ทั้งนี้แม้ว่าจำนวนช่องทีวีดิจิทัลจะมีจำนวนลดลงจากการคืนใบอนุญาตเหลือเพียง 18 ช่องจาก 24 ช่องในปี 2562 แต่เม็ดเงินโฆษณายังคงกระจุกตัวอยู่ในช่องผู้นำหลักเท่านั้น

ด้วยภาพรวมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต่างก็ได้ปรับตัวเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมโดยการขยายช่องทางการนำเสนอคอนเทนต์ไปสู่แพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้น ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปรับชมคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ ด้วยการเพิ่มช่องทางการรับชมผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ค ยูทูป ประกอบกับการขายคอนเทนต์ให้กับ OTT TV (Over-the-Top TV) ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้จากกลุ่มผู้ชมบนช่องทางออนไลน์ และฐานผู้ชมจากตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจสื่อและบันเทิงที่ยาวนาน ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการผลิตคอนเทนต์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและมีเรตติ้งในระดับที่สูง โดยยังสามารถรักษาระดับเรตติ้งเฉลี่ยเท่ากับ 0.42โดยเป็นอันดับที่ 3 ของโทรทัศน์ในหมวดรายการทั่วไป ประเภทความคมชัดปกติ (Variety – SD) โดยช่อง 8 ได้วางกลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจน โดยมุ่งสร้างสรรค์คอนเทนต์สำหรับกลุ่มผู้ชมอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ยังรับชมความบันเทิงผ่านช่องทางโทรทัศน์ และมีฐานจำนวนที่กว้างจากทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดไปสู่ธุรกิจคอมเมิร์ซเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการต่างๆที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายนี้

นอกจากนี้ ช่อง 8 ได้เล็งเห็นโอกาสในการขายลิขสิทธิ์ทั้งในตลาดต่างประเทศและตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล จึงเดินหน้าขยายฐานผู้ชมกลุ่มนี้ด้วยการสร้างพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงผลิตคอนเทนต์ใหม่เพื่อนำไปฉายบนช่องทางของวิดีโอสตรีมมิ่ง โดยมีกลุ่มลูกค้า OTT ซึ่งนำคอนทเทนต์ไปเผยแพร่ได้แก่ AIS PLAY, WE TV เป็นต้น

การจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ

บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญากับบุคลากร และมีการคัดสรรบุคลากรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่มีศักยภาพ มีความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเป้าหมาย โดยในส่วนของบุคลากรเบื้องหน้า มุ่งเน้นที่ศิลปินนักแสดงในสังกัดของบริษัทฯ และอีกส่วนหนึ่งได้มาจากการคัดเลือกนักแสดง และศิลปินอิสระ สำหรับทีมงานผลิตนั้น ในส่วนของการสร้างสรรค์รูปแบบงานและการควบคุมการผลิตเป็นการจัดการโดยทีมงานของบริษัทฯ ส่วนของการดำเนินการผลิตอยู่ในรูปแบบของพนักงานภายในส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการจ้างผลิต โดยบริษัทฯ มีพันธมิตรซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในการคัดเลือกรายการที่มีความแปลกใหม่มานำเสนอต่อผู้ชมอย่างสม่ำเสมอ

ธุรกิจสื่อวิทยุ

บริษัท คูลลิซึ่ม จำกัด ดำเนินธุรกิจให้บริการสื่อวิทยุผ่านระบบคลื่นความถี่ FM 93.0 MHz หรือ “คูลฟาเรนไฮต์” และผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.COOLISM.net รวมถึงแอปพลิเคชั่นคูลลิซึ่มบนสมาร์ทโฟน โดยมีกลยุทธ์การสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางผ่าน “แม่น้ำ 3 สาย” หรือรายได้จาก 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

แม่น้ำสายที่ 1 COOLfahrenheit (ธุรกิจคลื่นเพลง) สร้างรายได้จากโฆษณา

แม่น้ำสายที่ 2 COOLive (ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์) สร้างรายได้จากบัตรเข้าชมงาน รวมถึงรายได้สปอนเซอร์จาก แบรนด์ต่างๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนการจัดงาน

แม่น้ำสายที่ 3 COOLanything (ธุรกิจคอมเมิร์ซ) รายได้จากการขายสินค้า โดยการเปลี่ยนผู้ฟังเป็นผู้ซื้อ โดยการนำเสนอสินค้าและบริการผ่านแอปพลิเคชัน COOLISM ภายใต้คอนเซปต์ “ฟังเพลงได้ ช้อปเพลิน ในแอปเดียว”

สถานีวิทยุ

คูลฟาเรนไฮต์

ผู้ให้สัมปทานคลื่นวิทยุ

สถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือ

วันและเวลาออกอากาศ

24 ชั่วโมง ทุกวัน

สัญญาณส่งครอบคลุมพื้นที่

กรุงเทพฯ ปริมณฑล และทั่วประเทศ ผ่านออนไลน์และสมาร์ทโฟน

แนวคิด (Concept)

Music Lifestyle Content

กลุ่มผู้ฟังเป้าหมายหลัก

Urbanista อายุระหว่าง 18-44 ปี

คูลฟาเรนไฮต์ เป็นสถานีวิทยุที่นำเสนอเพลงไทยสากลสำหรับกลุ่มคนเมือง Urbanista อายุระหว่าง 18-44 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ มีผู้ชมผ่านทั้งออฟไลน์และออนไลน์รวมกันกว่า 3.9 ล้านรายต่อเดือน เติบโตขึ้นต่อเนื่องในรอบ 10 ปี และเป็นสถานีได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ฟังสูงสุด ด้วยทีมคูลเจมืออาชีพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนำเสนอกิจกรรมเพื่อสร้างความผูกพันกับกลุ่มผู้ฟังซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตลของกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ และการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองไลฟสไตล์และเปิดโลกทัศน์ของกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อาทิ COOL Outing (คูล เอาท์ติ้ง) Ink Eat All Around (อิ๊งค์ อีท ออล อะราวด์) และ COOL Music Fest

คูลฟาเรนไฮต์ ได้ขยายช่องทางการรับฟังสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านแอปลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และยังคงรักษาแพลตฟอร์มวิทยุควบคู่กันไป ในรูปแบบ Hybrid เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการรับฟัง ไม่ว่าผู้ฟังจะอยู่ที่ใดก็ตาม และยังเป็นการขยายสู่ฐานผู้ฟังรุ่นใหม่ที่นิยมใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆในการเข้าถึงคอนเทนท์

รายได้จากการจัดอีเว้นท์ และคอนเสริต์ ผ่าน “COOLive” ถือเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของคูลลิซึ่ม เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาพรวมสื่อโฆษณาวิทยุที่หดตัว โดยอีเว้นท์ต่างๆ ที่ CooLive สร้างสรรค์นั้น ได้รับความเชื่อถือ และมั่นใจจากทั้งผู้ชมและสปอนเซอร์มากว่ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้มีการยกระดับมาตรการการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด จึงไม่สามารถจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ได้ในปี 2564 ทั้งนี้จะสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปรกติอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง

คูลเอนนี่ติง เป็นการสร้างรายได้จากการขายสินค้าโดยการเปลี่ยนผู้ฟังให้กลายเป็นผู้ซื้อ (Listener to Customer) ผ่านการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์บนแอปพลิเคชั่นคูลลิซึ่ม ซึ่งผู้ฟังสามารถฟังเพลงและช้อปปิ้งออนไลน์ไปพร้อมกัน ทั้งนี้คูลเอนนี่ติงได้ทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจคอมเมิร์ซเพื่อคัดสรรสินค้าที่ตรงกับความชอบของกลุ่มผู้ฟังคูลฟาเรนไฮต์ โดยลักษณะสินค้าจะมีความแตกต่างจากสินค้าบนช่องทางคอมเมิร์ซอื่นๆ ของบริษัทฯ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างออกไป

การตลาดและการแข่งขัน

ค่าใช้จ่ายโฆษณาอุตสาหกรรมสื่อวิทยุมีแนวโน้มลดลงในปีที่ผ่านมา เป็นผลจากเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ และงบประมาณโฆษณาซึ่งถูกจัดสรรไปยังสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ค่าใช้จ่ายโฆษณาบนสื่อวิทยุของปี 2564 มีมูลค่ารวมเท่ากับ 3,261 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม สื่อโฆษณาวิทยุก็ยังถือเป็นสื่อหลักที่แบรนด์ต่างๆ ให้ความสนใจและเลือกใช้เป็นสื่อหลักสื่อหนึ่งในการวางแผนการตลาด โดยลูกค้าจะเลือกซื้อสื่อโฆษณากับสถานีที่ได้รับความนิยมสูงอันดับต้นเป็นหลัก ประกอบกับการพิจารณาปัจจัยด้านราคาเพื่อประเมินความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินโฆษณาที่จะได้รับเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง

บริษัทฯ จึงนำจุดแข็งจากเรตติ้งอันดับที่ 1 ซึ่งผู้ฟังมีความผูกพันเหนียวแน่นทั้งบนออนแอร์และออนไลน์ มาเป็นกลยุทธ์เพื่อนำเสนอ CPM หรือ Cost per Thousand ซึ่งเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนผู้ฟังและราคาโฆษณาต่อหน่วย ให้มีความคุ้มค้า เพื่อแบรนด์ลูกค้าได้ใช้เม็ดเงินโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด อีกทั้ง ยังมีการสร้างแพคเก็จการขายใหม่ๆ ที่ขายรวมกับสื่อภายใต้แบรนด์คูลลิซึ่ม อย่างครบวงจรทั้งออนแอร์ ออนไลน์ และออนโมบาย ด้วยราคาที่คุ่มค่ามากกว่าหากเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งส่งผลให้คูลฟาเรนไฮต์ เป็นคลื่นวิทยุที่มีส่วนแบ่งการตลาดในสื่อโฆษณาวิทยุสูงที่สุด

นอกจากนี้ จากพฤติกรรมผู้ฟังวิทยุซึ่งนิยมรับฟังผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้น และเติบโตสูงในระดับร้อยละ 10-20 โดยมีระยะเวลาการรับฟังเฉลี่ยในระดับ 1.34 ชั่วโมง/วัน บริษัทฯ จึงได้มุ่งเน้นการพัฒนาช่องทางออนไลน์ ทั้งจากแอปพลิเคชั่นคูลลิซึ่ม และการร่วมพันธมิตรกับมิวสิคสตรีมมิ่งแอปพลิเคชั่นชั้นนำ อาทิ JOOK, Apple Music และ Google Assistant เพื่อขยายฐานผู้ฟังที่มีอายุต่ำลง และสร้างความหลากหลายของช่องทางการรับฟัง

การจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ

บริษัทฯ ยังคงส่งเสริมให้นักจัดรายการวิทยุแต่ละคนเสริมศักยภาพของตนเองให้มีความรู้และทักษะที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรู้เบื้องต้นทางการตลาด เทคโนโลยี และการใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสามารถดำเนินรายการตามรูปแบบของรายการที่วางไว้ให้สอดคล้องกับรสนิยมของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย ปัจจุบันนักจัดรายการของบริษัทฯ ยังต้องเป็นผู้มีทักษะในการเป็นผู้ดำเนินรายการในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (On Ground) เพื่อรองรับงานกิจกรรมพิเศษ (Event) เพื่อส่งเสริมการขายทั้งในส่วนของการโฆษณาให้ลูกค้า รวมถึงสินค้าของธุรกิจพาณิชย์ของบริษัทฯ ควบคู่กันไป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เลือกใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการออกอากาศแบบอัตโนมัติซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานสากล และมีการอัพเดทซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อความทันสมัย และคุณภาพในการออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุระบบ FM และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ที่เข้าถึงทุกอุปกรณ์สื่อสาร

ธุรกิจเพลง

ธุรกิจเพลงของอาร์เอสที่เป็นธุรกิจต้นน้ำมากว่า 40 ปี ซึ่งผ่านการทรานส์ฟอร์มและผ่านทุกดิสรัปชันทั้งเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมจนทำให้วันนี้ RS MUSIC เป็น Intellectual Properties ที่ยังคงความสดสนุก มีรูปแบบคอนเทนต์ที่แตกต่างจากการทำค่ายเพลงแบบเดิมๆ เพราะธุรกิจเพลงของอร์เอสไม่ได้เป็น Music Label แต่เป็น Music Content Recreation เพื่ออยู่กับคนในทุกไลฟ์สไตล์

ธุรกิจเพลงของอาร์เอสมีการดำเนินงานในลักษณะครบวงจรในทุกมิติ เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลาย ตรงความต้องการสำหรับทั้งตลาด กลุ่มเป้าหมาย และศิลปิน โดยการวางกลยุทธ์สื่อและการตลาด การบริหารศิลปิน และการบริหารคอนเทนต์เพลง ผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งในสื่อออนไลน์ เช่น สตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย ดาวน์โหลด และออฟไลน์ เช่น โทรทัศน์ อีเว้นท์ และโชว์บิซต่างๆ

นอกจากนี้ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซเชียลมีเดียของแต่ละศิลปินในสังกัด รวมถึงการสร้างศิลปินให้เป็น Influencer จากไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง และเชื่อมโยงสู่เอ็นเตอร์เทนเมิร์ซโมเดลเพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าไปยังกลุ่มแฟนคลับ รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ต่างๆ ด้วย

RS MUSIC มีแกนการทำงาน 2 แกนหลักคือ

Content Creation

การสร้างคอนเทนต์ร่วมกับ Artist, Partner, Creator และ Influencer เพื่อให้เกิดคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทางการตลาดและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยดำเนินงาน ภายใต้ 3 ค่ายเพลง ได้แก่ Rsiam (อาร์สยาม) RoseSound (โรสซาวด์) และ Kamikaze (กามิกาเซ่) และการทำงานร่วมกับศิลปินและพาทเนอร์มากมาย

Content Monetization

การต่อยอดสร้างสินทรัพย์ (Asset) ของธุรกิจเพลง และในเครืออาร์เอส กรุ๊ป เพื่อสร้าง Value กับ Intellectual Properties โดยผ่านรูปแบบการทำงานผ่าน Digital Service Platform, Social Media, Copyright Management และในรูปแบบใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น NFT, Metaverse

รายได้หลักจากการประกอบธุรกิจเพลง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. รายได้จากอีเว้นท์และโชว์บิซของศิลปินในสังกัด จากงานแสดง งานโชว์ของศิลปินตลอดทั้งปี รวมทั้งการสร้างรายได้จากการจัดหาสปอนเซอร์สู่การเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือ พรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งทำผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งออฟไลน์ หรือออนไลน์บนโซเชียลมีเดียของศิลปิน
  2. รายได้จากการใช้เพลงผ่านทางระบบดิจิทัล (Digital Content) ทั้งในรูปแบบการฟังสตรีมมิ่งออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น JOOX, Spotify, Apple Music การชมมิวสิควิดีโอออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น YouTube, Facebook, AIS play รวมทั้งรายได้จากการรับชมคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ใหม่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียซึ่งมีฐานแฟนคลับมากกว่า 40 ล้านบัญชี โดยในปี 2564 ได้จัดทำโปรเจคพิเศษ #RShomecoming ซึ่งรวบรวมศิลปินทุกรุ่นกลับมาสร้างสรรค์ผลงานเพลงและนำเสนอผ่านยูทูปและเฟซบุ๊ก นอกจากนี้ยังมีรายได้จากบริการดาวน์โหลดเพลง และเสียงเรียกเข้าหรือเสียงรอสายผ่านทางโทรศัพท์
  3. รายได้จากการบริหารลิขสิทธิ์เพลง จากการบริหารจัดเก็บการเผยแพร่ลิขสิทธิ์เพลงโดยบริษัท จัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด หรือในชื่อย่อว่า TCC (Thai Copyright Collection CO., LTD.) ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บลิขสิทธิ์ผลงานต่างๆ ที่ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทฯ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการทำโปรเจคพิเศษร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ที่ร่วมกันนำบทเพลงเก่ามาสร้างสรรค์ใหม่ในรูปแบบต่างๆ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ JOOX, Tiktok

การตลาดและการแข่งขัน

จากผู้บริโภคมีพฤติกรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยมากขึ้นจากการ Work from Home จึงมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นและมีความต้องการฟังเพลงเพื่อสร้างความผ่อนคลาย ในขณะที่กระแสการรับฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่งก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความสะดวกซึ่งผู้ใช้งานสามารถรับชมวิดีโอหรือฟังเพลงได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาฟังเพลงออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนกันมากขึ้น จึงถือเป็นโอกาสของธุรกิจเพลงที่มีคลังเพลง และลิขสิทธ์ของคอนเทนท์จะสามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ฟังเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้ต้นทุนการจัดจำหน่ายที่ต่ำลง อย่างไรก็ตามแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโลโลยีออนไลน์ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับค่ายเพลงอิสระ และศิลปินอิสระซึ่งจะสามารถสร้างสรรค์งานเพื่อนำออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วภายใต้งบประมาณที่ต่ำ จึงส่งผลให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจเพลงจำนวนมากได้เริ่มสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่หลายหลายออกสู่ตลาด

บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับหารายได้จากศักยภาพของคลังเพลงเก่าและลิขสิทธ์ของบทเพลง ทั้งการนำมาปรับรูปแบบใหม่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบัน และการสร้างสรรค์เพลงใหม่จากศักยภาพของทีมงานที่ประสบความสำเร็จสูง รวมถึงขยายช่องทางสู่โซเชียลมีเดียบนแพลตฟอร์มต่างๆ ที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนไปตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และตรงตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม

การจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ

การวางนโยบายในการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มศิลปินใหม่ นักแต่งเพลง และช่องทางสร้างสรรค์งานเพลงหรือช่องทางสื่อในรูปแบบใหม่ เพื่อพัฒนาและยกระดับงานเพลงของอาร์เอสให้ทันสมัยและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลา พิจารณาศิลปินที่มีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ไม่เพียงแค่มีความสามารถในการร้องเพลงเพียงอย่างเดียว รวมถึงการวางนโยบายการผลิตผลงานในจำนวนที่เหมาะสม เน้นการให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลงาน และการดูแลเพลงเมื่อออกสู่ตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นที่การสื่อสารร่วมกับตัวศิลปินในช่องทางโซเชียลมีเดียที่ดูแลร่วมกัน เพื่อทำให้การผลิตผลงานแต่ละโปรเจคเป็นไปตามการวางแผนในขั้นต้น และมีการวัดผลทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงการตอบรับของกลุ่มเป้าหมาย ผ่านตัววัดในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

ธุรกิจอื่นๆ

ในปี 2564 บริษัทฯ เข้าร่วมลงทุนร้อยละ 70 ในบริษัท โฟร์ท แอปเปิ้ล จำกัด (โฟร์ท แอปเปิ้ล) เพื่อขยายสู่ธุรกิจดิจิทัลในหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ โฟร์ท แอปเปิ้ล ประกอบธุรกิจหลัก 3ด้าน ได้แก่

  1. ปรึกษาและเอเจนซี่ด้านการตลาดออนไลน์ ที่มีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนา Key Opinion Leader (KOL) รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) โดยในปี 2564 เริ่มโครงการ “The Rising Influencer” ซึ่งเป็นการค้นหาผู้มีความสามารถโดดเด่น เป็นนักเล่าเรื่องที่กล้าแสดงออก มีเอกลักษณ์ พร้อมจะมาผลิตคอนเทนต์ และสร้างอิทธิพลบนโลกโซเชียลในฐานะ Super Influencers บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ในเครืออาร์เอส กรุ๊ป นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาต่อยอดออนไลน์คอนเทนต์ในเครืออาร์เอสกรุ๊ป
  2. บริการจัดหาและผลิตคอนเทนต์และอีเวนต์ต่างชาติ (International Content & Event) ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านคอนเทนต์ K-Pop ซึ่งจะถูกนำมาต่อยอดหารายได้ที่เกี่ยวเนื่องที่หลากหลาย อาทิ การจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ งานแฟนมีตติ้ง รายการวาไรตี้บนช่องทางออนไลน์และสื่อโทรทัศน์ เป็นต้น
  3. Popcoin สมาร์ท มาร์เก็ตติ้ง แพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดให้กับแบรนด์ต่างๆ โดยมีดิจิทัลโทเคน ประเภท Utility Token ซึ่งใช้เทคโนโลยี บล็อกเชนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อีกทั้งยังเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อธุรกิจคอมเมิร์ซและธุรกิจสื่อ-บันเทิงของบริษัทฯ ให้ประสบการณ์ของผู้บริโภคไร้รอยต่อรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Popcoin สามารถศึกษาได้ที่ www.popcoin.co

ทั้งนี้ โฟร์ท แอปเปิ้ล จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักเพื่อวางกลยุทธ์การพัฒนาคอนเทนต์รูปแบบใหม่ให้กับกลุ่มอาร์เอส และนำสินทรัพย์ในรูปแบบ Physical เข้าสู่ Digital Economy เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่อย่างไร้ขอบเขตให้กับผู้บริโภค และช่วยเติมเต็ม Ecosystem ของบริษัทฯ ภายใต้เอ็นเตอร์เทนเมิร์ซ โมเดล ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

การตลาดและการแข่งขัน

แม้ว่าภาพรวมค่าใช้จ่ายอุตสาหกรรมโฆษณาจะทรงตัว จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยื้ดเย้อ แต่สื่อออนไลน์นั้นมีการเติบโตสวนกระแสอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินในสื่อโฆษณาดิจิทัลในปี 2564 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อนหน้า เป็น 23,315 ล้านบาท และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22 ของเม็ดเงินอุตสาหกรรมรวม โดยมีปัจจัยผลักดันจากภาคธุรกิจมีการปรับตัวหันมาให้ความสำคัญสื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและวัดผลได้ชัดเจน และจากผู้บริโภคทุกวัยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้เวลาบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทั้งการเสพคอนเทนต์ออนไลน์ ซื้อของผ่านออนไลน์ การสั่งอาหารทางเดลิเวอรี่ การประชุมออนไลน์ เป็นต้น และใช้เวลากับสื่อประเภทอื่นๆ ลดลง โดยแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมสำหรับนักการตลาดยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เช่น เฟซบุ๊กและยูทูป บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญในการยกระดับธุรกิจสื่อและบันเทิง ด้วยการพัฒนาคอนเทนต์รูปแบบใหม่จาก โฟร์ท แอปเปิ้ล ขยายไปยังช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากฐานผู้ชมผู้ฟังมากกว่า 50 ล้านบัญชีผู้ใช้งานผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของอาร์เอส กรุ๊ป เพื่อขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z

สอบถามข้อมูลนักลงทุน

Contact us